อันนี้ เป็น เอนทรี่เก่า เขียนไปแล้วนะครับ

พอดีว่า จัดระเบียบ Categoryใหม่ แล้วมันหายไป

รู้สึกเสียดาย  จึงขอเอามาลงอีกครั้ง

รีไซเคิลบอย 

18 พ.ค.52

.....................................................................................................

ช่วงนี้ ก็มีวันหยุดยาวพอสมควรสำหรับเจ้าของบล็อกและอีกหลายๆคนนะครับ

่ก็รู้สึกว่าได้ทำโน่นทำนี่ ที่ตอนเวลาทำงานไม่สามารถทำได้อยู่มากพอดู แต่ก็รู้สึกว่ายังเหลืออีกหลายอย่างที่

ยังไม่เสร็จ แต่ก็ค่อยๆทำไป คิดว่าคนอ่านทุกคนก็คงจะมีความฝันของตัวเองกันอยู่นะครับ

บางทีช่วงเวลาหนึ่งเราฝันอย่างนึง แต่พอเวลาที่ผ่านไป สถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป

ก็อาจจะทำให้ความฝันนั้นเปลี่ยนแปลงได้  สิ่งที่แน่นอนก็คือเวลายังคงเดินไปอยู่เรื่อยๆ

เวลาไ้ด้ทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อตรง  แล้วความฝันของเราล่ะ ถึงไหนแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป..แล้วก้อผ่านไป..

ทำยังไงความฝันของเราถึงจะเป็นจริงซะทีล่ะ...

..เคยได้ยินกฎแห่งการดึงดูดมั้ยครับ (Laws of attraction)

ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เขียน  ช่วงนี้ได้พักดูหนังบางเรื่อง  อ่านหนังสือบางเล่ม

แต่เนื้อหานั้นไปในทางเดียวกัน  (อาจจะเป็นเพราะว่าช่วงนี้

เจ้าของบล็อกสนใจวิธีการทำความฝันให้เป็นจริงขึ้นมาก็ได้)

กฎแห่งการดึงดูดนี้ ผมอ่านเจอจากหนังสือ 30 วิธีเอาชนะโชคชะตาของคุณบัณฑิต  อึ้งรังษี

,หนังสือวิธีใช้กฎดึงดูดของแจ๊ก แคนฟิลด์(แปลโดยอาทิตย์ ประชาเรืองวิทย์)

หรือ หนังสือบรรดาความลับทั้งหลาย เริ่มจากหนังสือ The Secret เป็นต้น

หลักๆของกฎนี้ ก็คือ "คุณจะดึงดูดสิ่งที่อยู่ในความคิดส่วนใหญ่ของคุณเข้ามาในชีวิต"

ไม่ว่าจะเป็นคน สถานการณ์ สิ่งของ (You are what you think) คุณเป็นในสิ่งที่คุณคิด

ดังนั้น เราจึงควรที่จะคิดแต่สิ่งดีดี เรื่องดีดีให้เข้ามาในหัวของเรา พูดถึงมัน นึกถึงมันอยู่บ่อยๆ

เห็นภาพในอนาคตแต่เรื่องดีดีที่เราวาดเอาไว้ว่ามันจะเกิดขึ้น

ถ้าหากเราคิดถึงแต่เรื่องที่ไม่ดี หมกมุ่นกับความทุกข์ ความคิดจิตใจเราก็จะดึงดูดแต่เรื่องแบบนั้น

เข้ามาหาตัวเราตลอด  คล้ายๆคำสอนของพุทธศาสนาเหมือนกันนะครับ คือ

ทำใจให้เบิกบาน ร่าเริง คิดในด้านบวกไว้ก่อน มองโลกในแง่ดีเข้าไว้

 ถัดมา... มีหนังอยู่เรื่องนึง ผมได้ดูมาซักระยะนึงแล้ว

เป็นหนังที่ผมจะนึกถึงทุกครั้งเวลานึกถึงความฝันที่คิดอยากจะทำก่อนตาย

หนังเรื่องที่พูดถึงนี้คือ เรื่อง The Bucket List ผลงานของ ร็อบ ไรเนอร์  นำแสดงโดยแจ๊ค นิโคลสัน กับ มอร์แกน  ฟรีแมน

เรื่องของชายชราสองคนที่กำลังใกล้จะตายด้วยโรคมะเร็ง ทั้งสองคนพบกันบนเตียงผู้ป่วย

ห้องเดียวกันที่โรงพยาบาล

แจ๊ค แสดงเป็น เอ็ดเวิร์ด โคล มหาเศรษฐีผู้เป็นเจ้าของโรงพยาบาลแต่มีปัญหาทางครอบครัวกับลูกสาว

ส่วนมอร์แกน แสดงเป็น คาร์เตอร์ ช่างซ่อมรถยนต์ฐานะยากจนผู้ซึ่งมีความรอบรู้ทางด้านปรัชญา

และความรู้รอบตัว และมีครอบครัวที่อบอุ่น

คาร์เตอร์เคยเขียนรายการความฝันที่คิดไว้ว่าจะทำก่อนตาย(เขียนไว้ตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ)

หรือ The Bucket List และเมื่อ เอ็ดเวิร์ด โคล มาพบแผ่นกระดาษรายการความฝันแผ่นนี้เข้า

ชายชราผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งในขั้นสุดท้ายทั้งสองคนนี้ จึงใช้เวลาที่เหลืออยู่น้อยนิดของชีวิต

ด้วยการเดินตามความฝันที่เขียนไว้ในแผ่น bucket list อย่างผจญภัย สนุกสนาน และค้นหาคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต

(ดีกว่านอนรอความตายอยู่ในโรงพยาบาลไปวันวัน)

ตัวอย่างรายการความฝันที่จะทำก่อนตาย ของ โคล และ คาร์เตอร์ ได้แก่

- การลุยระห่ำแบบลืมวัย เช่น การดิ่งพสุธา การซิ่งรถแข่ง

- การได้จูบผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก

- การได้ไปถึงยอดเขาเอเวอร์เรส

- การไปเยือนดินแดนปิระมิด

- การได้หัวเราะจนน้ำตาไหล

 - ร่วมเป็นพยานกับบางสิ่งที่สง่าผ่าเผย

- การสรรเสริญคนดีต่อหน้าสาธารณชน

- การทำดีช่วยเหลือผู้อื่น  และอื่นๆ

 ลองหา The Bucket List มาดูนะครับ  ดูหนังจบแล้ว เจ้าของบล็อกรู้สึกว่าได้อะไรกลับมาเยอะเลย

นอกจากความสนุกสนาน บันเทิง ซาบซึ้งใจแล้ว เจ้าของบล็อกยังคิดอยากจะเขียนรายการความฝัน

ที่คิดว่าจะต้องทำให้ได้ก่อนตาย แบบ The Bucket List  เหมือนกันครับ

(ตอนนี้ก็ลิสต์ๆ เขียนมาได้ซัก 20 ข้อแล้ว เช่น การมีบ้านเป็นของตัวเองในอีก 3 ปีข้างหน้า,

ความฝันที่จะท่องเที่ยวเมืองไทยให้ครบ 76 จังหวัด หรือการมีบล็อก มีงานเขียนเป็นของตัวเอง ฯลฯ

น่าแปลกนะครับ ยิ่งเขียน ยิ่งรู้สึกว่าความฝันที่เคยอยู่ห่างไกล พอเขียนแล้วพอเห็นเค้ารางๆว่า

มันจะขยับเข้าใกล้ความเป็นจริงเหมือนกัน ไว้คราวหน้า จะเอามาลง แบ่งๆให้อ่านกันมั่งครับ)

 อ้อ ในเวบไซท์ ของคุณบัณฑิต อึ้งรังษี  ก็มีให้ ดาวน์โหลด รายการความฝันที่คิดจะทำก่อนตาย

เหมือนกันครับ (ลองไปโหลดได้ที่ www.BunditInspire.com นะครับ ชื่อไฟล์ My Dreamlist)

บางที ถ้าเราเชื่อในกฎแห่งการดึงดูด สิ่งที่เราเขียนลงในกระดาษ

ความฝันที่เราคิดจะทำ คงจะไม่สูญหายไปก่อนที่เราจะจากโลกนี้ไป  

เพราะเราไม่รู้จริงๆ ว่า เรามีเวลาที่เหลืออยู่บนโลกนี้อีกนานเท่าไหร่

ใช้ชีวิตเดินตามฝัน  กับช่วงวันเวลาที่เหลืออยู่

แล้วก้อสนุกกับมันนะครับ

ปล. อ้อ ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านหรือทักทายกันนะครับ  อย่างน้อยเราคงมีแรงดึงดูดต่อกันบ้าง อิอิ

 Reclycle Boy

รีไซเคิล บอย

เที่ยงคืนกว่าๆ 17 เม.ย.52

Comment

Comment:

Tweet

ด้วยความยินดีครับ big smile open-mounthed smile

#4 By Recycle Boy on 2011-04-28 14:57

ขออนุญาตินำลิงค์นี้ไปแปะไว้ที่ FB นะคะ ไว้อ่าน และแบ่งปันให้เพื่อน ได้เห็นอีกมุมนึงค่ะ

#3 By สติญา (180.180.44.118) on 2011-04-25 22:07

ก้อ จะพยายามคิดและทำ ในเรื่องที่ดีดีเพื่อที่วันข้างหน้าและเวลาที่เหลืออยู่ของช่วงชีวิตนี้จะมีคุณค่ามากขึ้นคงทำให้โลกใบนี้เกิดสิ่งที่ดีดีเพิ่มขึ้นซักนิดนึง

#2 By เต่าน้อย (58.9.185.23) on 2009-09-11 23:22

“กฎแห่งแรงดึงดูด”

อธิบายอย่างง่ายๆ ได้ว่า
คนเราคิดอย่างไรก็จะเป็นอย่างนั้น
อะไรที่เราคิดถึงอยู่ตลอดเวลามันจะเป็นจริงได้ในที่สุด
ความคิดของคนเรามักดึงดูดสิ่งที่เราคิดอยู่ตลอดเวลา
แม้สิ่งนั้นเราจะไม่ต้องการก็ตาม
แต่ถ้าเราคิดถึงมันอยู่ตลอด
มันก็จะมาปรากฏแก่เราในที่สุด...

Ps.อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยดูแลสุขภาพด้วยนะคะ^^

#1 By jEn'(a lOt lOst) on 2009-05-19 08:44